วันอาทิตย์ที่ 16 เมษายน พ.ศ. 2560

คิด อ่าน เขียน


พิพิธภัณฑ์เหมืองแร่ภูเก็ต




ประวัติความเป็นมา

พิพิธภัณฑ์เหมืองแร่ภูเก็ต เกิดขึ้นภายใต้แนวคิด เพื่อส่งเสริมการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ และประวัติศาสตร์ชุมชน โดยเฉพาะตำบลกะทู้ในอดีตมีการทำเหมืองแร่ดีบุกเกือบทั่วพื้นที่ ร่องรอยที่เหลืออยู่ของขุมเหมืองล้วนมีจิตวิญญาณ ที่สะท้อนให้เห็นถึงคุณค่าแห่งภูมิปัญญา ของบรรพชนที่ควรแก่การอนุรักษ์  เพื่อให้เป็นแหล่งเรียนรู้แก่คนรุ่นหลังสืบไป จากเหตุดังกล่าว นายประเสริฐ ขาวกิจไพศาล อดีตนายกเทศมนตรีเมืองกะทู้ ในสมัยที่ดำรงตำแหน่ง จึงได้เสนอแผนแม่บทการจัดตั้งพิพิธภัณฑ์เหมืองแร่  มาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2542 จนเป็นรูปธรรมเมื่อปี พ.ศ. 2549 และแล้วเสร็จในปี 2551

การจัดแสดงนิทรรศการ 

พิพิธภัณฑ์เหมืองแร่  มีการแสดงนิทรรศการแบบมีชีวิต (Life Museum)  โดยแบ่งการแสดงไว้เป็น 2 ส่วน  คือ ภายนอกอาคาร (Outdoor)  ประกอบด้วย  เหมืองแล่น  เหมืองรู  เหมืองหาบ  เหมืองฉีด  เหมืองรูขุด  ส่วยภายในอาคาร (Indoor)  “อังมอเหลานายหัวเหมือง” จัดแสดงนิทรรศการ  ประวัติความเป็นมาของการทำเหมืองแร่ดีบุก และวิถีชีวิตของชาวเหมือง

สิ่งที่ได้

การสร้างงสถาปัตยกรรม อาคารพิพิธภัณฑ์เหมืองแร่  ได้มีการออกแบบโดย นางปัญจภัทร ชูราช สถาปนิกกองช่าง  เทศบาลเมืองกะทู้  เป็นอาคารแบบชิโนโปรตุกีส 1 ชั้นครึ่ง  มีจิ่มแจ้(ลาน)  อยู่ตรงกลาง  มีการตกแต่งหน้าต่างด้วยลายปูนปั้นซุ้มโค้งแบน  สะท้อนให้เห็นถึงความงดงามแห่งการผสมผสานขึ้นอย่างสวยงาม

จัดทำโดย 

นางสาว สิริอาภา จันทร์แก้ว  เลขที่ 41

คิด อ่าน เขียน


พิพิธภัณฑ์เหมืองแร่ภูเก็ต


ว่าด้วยเรื่อง ป่าท่องหงอกากี่ ชินวิถีชาว ภูเก็ต

ประวัติความเป็นมา
ประเทศไทยพบสถาปัตยกรรมจีน-โปรตุเกสได้ในจังหวัดภูเก็ตรวมถึง จังหวัดระนอง กระบี่ ตะกั่วป่า พังงา หรือตรัง และ สตูล ซึ่งอาคารส่วนใหญ่สร้างในสมัยของพระยารัษฎานุประดิษฐ์มหิศรภักดี (คอซิมบี้ ณ ระนอง) เป็นสมุหเทศาภิบาลสำเร็จราชการมณฑลภูเก็ต ในช่วงปี พ.ศ. 2444 - 2456 ในสมัยรัชกาลที่ 5 ภูเก็ตในสมัยนั้นมีความสัมพันธ์ทางด้านการค้ากับปีนัง อาคารแบบจีน-โปรตุเกสได้ถูกสร้างขึ้นโดยนักธุรกิจชาวจีนที่มีความร่ำรวยจากการทำธุรกิจเหมืองแร่ดีบุก
เมื่อปี พ.ศ. 2537 ทางเทศบาลนครภูเก็ต รวมทั้งหน่วยงานจากภาครัฐและองค์กรเอกชน องค์กรท้องถิ่นในเมืองภูเก็ต ได้ร่วมกันพัฒนาและอนุรักษ์ย่านเมืองเก่าขึ้นมา มีการกำหนดให้พื้นที่ประมาณ 210 ไร่ ซึ่งครอบคลุมถนนรัษฎา ถนนพังงา ถนนเยาวราช ถนนกระบี่ ถนนดีบุก ถนนถลาง ถนนเทพกระษัตรี ให้เป็นพื้นที่อนุรักษ์สิ่งแวดล้อมศิลปกรรม โดยออกเป็นประกาศกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ได้มีการควบคุมให้พื้นที่อนุรักษ์นี้ ให้มีความสูงอาคารได้ไม่เกิน 12 เมตร และยังได้ส่งเสริมให้มีการพัฒนาอาคารในรูปแบบดั้งเดิมไว้ อย่างเช่นมีการให้เว้นช่องทางเดินด้านหน้า และคงรูปแบบอาคารลักษณะจีน-โปรตุเกสไว้ เพื่อให้เป็นเอกลักษณ์ของเมืองภูเก็ต

สิ่งที่ได้ 

อาเขต เป็นองค์ประกอบสำคัญ มันเป็นสมบัติสาธารณะ ให้ใครต่อใครเดินผ่าน ฝนตกไม่เปียก แดดจ้าก็ไม่ร้อน ให้ร่มเงา แต่วันนี้อาคาร บ้านเรือน แทบทั้งหมด กั้นเขตเป็นของตัวเอง แบ่งเป็นพื้นที่ของใครของมัน ทำให้อาเขตในอาคารชิโน-โปรตุกีสได้หายไป กลายเป็นพื้นที่มี“อาณาเขต”แทน พร้อมๆกับน้ำใจที่หดหายไปด้วย


จัดทำโดย

นาย ธันนะกร อินทะเรือง เลขที่ 17